ดูรายละเอียดคอร์สเพิ่มเติมด้านล่างค่ะ
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา

สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา

สอนลูกพูดภาษาอังกฤษ เน้นพูดภาษาอังกฤษให้คล่องเหมือนที่พูดภาษาไทย


สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
ซื้อ 1 ได้ถึง 3

1.คอร์ส "สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา มูลค่า 2900 บ.(ตามช่วงอายุของน้องๆ)"


2.ฟรีคอร์ส Phonics เพื่อการพูด มูลค่า 2900 บ.


3.ฟรี สมาชิก web application มูลค่าการพัฒนามากกว่า 100,000 บ.ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น



เป็นคอร์สออนไลน์ เรียนได้ทุกวัน ฝึกได้ทุกเวลา 24 ชม.


(ไม่มีหมดอายุ สามารถดูได้ตลอดชีพ)

ราคาพิเศษ ลด 40 % จาก 4,900 เหลือเพียง 2,900 บ.

ต้องขอบอกตามตรงว่าราคารอบแรก ถูกกว่านี้


- รอบแรก 1,900 บ. (สิทธิ์ครบแล้ว)
- รอบสอง 2,900 บ. (ปัจจุบัน เพิ่มเนื้อหามากขึ้น)

รอบสองราคาปัจจุบัน 2,900 บ. (จำนวนจำกัด) และเมื่อครบตามจำนวน จะปรับเป็น 4,900 บ. ทันที


อยากให้ลูกพูดเป็นเร็วต้องเริ่มเลย ลุย!

เริ่มเรียนได้ทันที หลังชำระเงิน

ด่วน! อย่าให้ช่วงเวลาทองของลูกผ่านไป ยิ่งฝึกเร็วยิ่งฝึกง่าย

สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา

อยาก "สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา" ใช่ไหมคะ ?



ไม่มีเวลา ไม่เก่งภาษา ทำไมถึงสอนลูกได้


ถ้าคุณแม่เป็นหนึ่งครอบครัวที่มองเห็นความสำคัญของการสื่อสารภาษาอังกฤษ แล้วอยากให้ลูกๆของเราพูดภาษาอังกฤษให้คล่องเหมือนคุยกับฝรั่งรู้เรื่อง แต่ติดตรงที่

1. ไม่มีเวลา
2. พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ไม่เก่งภาษาอังกฤษ หรือไม่มั่นใจคืนครูไปหมดแล้ว

แต่!!! อยากสอน อยากให้ลูกเก่ง อยากให้ลูกพูดภาษาอังกฤษได้ ตรงส่วนนี้ครูกุ้งช่วยได้ เพราะครูกุ้งผ่านประสบการณ์มาหมดแล้ว โดยเฉพาะเรื่องพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง เพราะถ้าคนที่พูดเก่งพูดคล่องอยู่แล้ว แต่สอนลูกพูดภาษาอังกฤษไม่ได้นั้นสิถึงจะแปลก “ส่วนคุณแม่ที่ไม่เก่งภาษาล่ะเราก็สามารถสอนลูกๆได้ ถ้าเข้าใจหลักการและกระบวนการฝึกที่ถูกต้องอย่างละเอียดเพื่อไม่ให้ไปผิดทาง หรือหลงทางจนท้อกันไปก่อน

ส่วนปัญหาเรื่องเวลา ก็ต้องถามก่อนว่าไม่มีเวลาขนาดไหนละ ถ้าคุณแม่ตื่นเช้ามาออกไปทำงานไม่ได้เจอลูกๆเลย กลับมาอีกทีตอนค่ำๆมาหอมแก้มลูกตอนหลับไปแล้ว อันนี้ก็ต้องขอบอกตามตรงค่ะว่าเราคงเข้าไปช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ

บางครอบครัวเข้าใจว่าตัวเองไม่มีเวลามาสอนลูก แต่ถ้าคุณแม่มีเวลากินข้าวกับลูก หรือไปรับไปส่งลูกที่โรงเรียน หรือมีเวลาอาบน้ำให้ลูก หรือมีเวลาเล่นกับลูกๆก่อนนอนนิดหน่อย คือ มีเวลาทำกิจวัตรประจำวันร่วมกับลูกๆบ้าง ก็สามารถสอนได้ค่ะ เพราะเราสอนแบบธรรมชาติ สอนพูดในชีวิตประจำวัน

เพราะฉะนั้นขอแค่มีความตั้งใจตรงส่วนนี้ ครูกุ้งว่าปัญหา 2 ข้อด้านบนนั้น สามารถผ่านไปได้ค่ะ โดยเฉพาะข้อ 1 ที่บอกว่าไม่เก่งภาษาอังกฤษ นั้นไม่ยากเลยถ้าเรารู้หลักการ และมีเครื่องมือซึ่งเป็นตัวช่วยที่จะทำให้ก่อนสอนลูกพูดภาษาอังกฤษง่ายขึ้นมาก มาเป็นตัวช่วยเรา


วิธีปกติในการสอนลูกพูดภาษาอังกฤษ แบบไม่มีตัวช่วย


ครูกุ้งจะทำให้คุณแม่ที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษสามารถสอนลูกพูดภาษาอังกฤษได้ง่ายๆ และยังมีตัวช่วยที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้นเป็น 10 เท่า (จริงๆอยากจะบอกมากกว่านี้ แต่แค่นี้ก็มีคนทักว่าดูเหมือนจะเว่อร์ไปเดี๋ยวเขาไม่เชื่อ เลยเอาแค่ 10 เท่าละกัน แล้วเดี๋ยวคุณแม่ลองไปวัดกันเองว่ากี่เท่ากันแน่)

แต่ก่อนอื่นเราต้องมาเคลียร์ระบบการฝึกภาษาในการพูดให้เข้าใจกันก่อนนะคะ ว่าทำยังไงลูกๆถึงจะพูดได้ และที่ผ่านมาทำไมคนไทยส่วนใหญ่ถึงพูดไม่ได้ มันเกิดปัญหาอะไรขึ้น

โดยธรรมชาติแล้วเด็กๆทุกประเทศจะพูดได้ก่อนหัดเขียน หัดอ่าน ให้เรานึกถึงภาษาไทยนะคะว่าเราสอนลูกยังไง ฝรั่งเขาก็สอนกันแบบนั้น หรือคนประเทศไหนๆเขาก็สอนกันแบบนั้นค่ะ คือ การค่อยๆสอนให้ลูกพูดทีละคำ ในสิ่งที่คุณแม่อยากให้เขาพูด หรือ สอนให้ลูกพูดในสิ่งที่ลูกอยากจะบอก เช่น ลูกๆร้องไห้อยากให้อุ้ม คุณแม่ก็จะสอนให้ลูกพูดว่าอุ้ม และก็ค่อยๆยาวขึ้นว่า แม่อุ้มๆ แม่อุ้มหนูหน่อยๆ หรือ คุณแม่อยากให้ลูกรู้จักสิ่งต่างๆแม่ก็จะพาลูกๆไปดูนั้นดูนี่แล้วก็สอนเขาพูดออกเสียงออกมา

คราวนี้ลูกๆพอเริ่มสะสมคำศัพท์ภาษาไทยได้ เขาก็จะเริ่มพูดออกมายาวขึ้น อาจจะมีผิดมีถูก มีพูดแบบไม่เป็นธรรมชาติบ้าง คุณแม่ ก็จะยิ้ม หัวเราะ แล้วสอนเขาให้พูดใหม่ จริงไหมคะ เช่น ลูกไม่อยากกินข้าว ลูกพูดว่า “ไม่เอาหนูไม่อยากเอาข้าว” มันฟังดูไม่ธรรมชาติ เราก็แก้ให้ลูกใหม่ว่า ต้องพูดว่าไม่เอาหนูไม่อยากกินข้าว แล้วให้ลูกพูดตาม อะไรทำนองนี้

เวลาอาบน้ำให้ลูก ลูกอยากหยิบ อยากได้อะไรเขาก็สอนเขาได้หมด สุดท้ายเขาก็พูดภาษาไทยคล่องค่ะ

เด็กๆจะค่อยๆสะสมคำศัพท์ด้วยวิธีธรรมชาติจากสิ่งรอบๆตัว พอได้จำนวนหนึ่งและกล้ามเนื้อในการออกเสียงพัฒนาขึ้นแล้วเขาก็จะเริ่มพูดเป็นวลีที่ยาวขึ้น และสุดท้ายก็จะพูดโต้ตอบเป็นประโยคได้ แต่อาจจะยังไม่ชัดเพราะตามวัยของเขากล้ามเนื้อในการออกเสียงยังพัฒนาไม่เต็มที่

เมื่อเด็กๆสะสมคำศัพท์ จากสิ่งรอบๆตัวได้(ตัวเลขประมาณ)

- 250 คำเด็กๆจะเริ่มสื่อสารจากพูดเป็นคำๆ หรือวลีสั้นๆได้
- 3,000 คำ จะสามารถสื่อสารขั้นพื้นฐานในชีวิตประจำวันได้
- 8,000 คำจะสามารถสื่อสารในเรื่องราวต่างๆได้ลึกขึ้นเทียบเท่าเด็ก 8 ขวบ (ก็คือพูดเก่งมาแล้ว)

อ้าวแล้วทีนี้ภาษาอังกฤษละ จะยากตรงไหน………ทุกคนก็จะตอบเกือบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ก็ยากตรงพูดภาษาอังกฤษไม่ได้นี่แหละ !!!”

ครูกุ้งจะทำให้คุณแม่ที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษสามารถสอนลูกพูดภาษาอังกฤษได้ง่ายๆ และยังมีตัวช่วยที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้นเป็น 10 เท่า (จริงๆอยากจะบอกมากกว่านี้ แต่แค่นี้ก็มีคนทักว่าดูเหมือนจะเว่อร์ไปเดี๋ยวเขาไม่เชื่อ เลยเอาแค่ 10 เท่าละกัน แล้วเดี๋ยวคุณแม่ลองไปวัดกันเองว่ากี่เท่ากันแน่)

แต่ก่อนอื่นเราต้องมาเคลียร์ระบบการฝึกภาษาในการพูดให้เข้าใจกันก่อนนะคะ ว่าทำยังไงลูกๆถึงจะพูดได้ และที่ผ่านมาทำไมคนไทยส่วนใหญ่ถึงพูดไม่ได้ มันเกิดปัญหาอะไรขึ้น

โดยธรรมชาติแล้วเด็กๆทุกประเทศจะพูดได้ก่อนหัดเขียน หัดอ่าน ให้เรานึกถึงภาษาไทยนะคะว่าเราสอนลูกยังไง ฝรั่งเขาก็สอนกันแบบนั้น หรือคนประเทศไหนๆเขาก็สอนกันแบบนั้นค่ะ คือ การค่อยๆสอนให้ลูกพูดทีละคำ ในสิ่งที่คุณแม่อยากให้เขาพูด หรือ สอนให้ลูกพูดในสิ่งที่ลูกอยากจะบอก เช่น ลูกๆร้องไห้อยากให้อุ้ม คุณแม่ก็จะสอนให้ลูกพูดว่าอุ้ม และก็ค่อยๆยาวขึ้นว่า แม่อุ้มๆ แม่อุ้มหนูหน่อยๆ หรือ คุณแม่อยากให้ลูกรู้จักสิ่งต่างๆแม่ก็จะพาลูกๆไปดูนั้นดูนี่แล้วก็สอนเขาพูดออกเสียงออกมา

คราวนี้ลูกๆพอเริ่มสะสมคำศัพท์ภาษาไทยได้ เขาก็จะเริ่มพูดออกมายาวขึ้น อาจจะมีผิดมีถูก มีพูดแบบไม่เป็นธรรมชาติบ้าง คุณแม่ ก็จะยิ้ม หัวเราะ แล้วสอนเขาให้พูดใหม่ จริงไหมคะ เช่น ลูกไม่อยากกินข้าว ลูกพูดว่า “ไม่เอาหนูไม่อยากเอาข้าว” มันฟังดูไม่ธรรมชาติ เราก็แก้ให้ลูกใหม่ว่า ต้องพูดว่าไม่เอาหนูไม่อยากกินข้าว แล้วให้ลูกพูดตาม อะไรทำนองนี้

เวลาอาบน้ำให้ลูก ลูกอยากหยิบ อยากได้อะไรเขาก็สอนเขาได้หมด สุดท้ายเขาก็พูดภาษาไทยคล่องค่ะ

เด็กๆจะค่อยๆสะสมคำศัพท์ด้วยวิธีธรรมชาติจากสิ่งรอบๆตัว พอได้จำนวนหนึ่งและกล้ามเนื้อในการออกเสียงพัฒนาขึ้นแล้วเขาก็จะเริ่มพูดเป็นวลีที่ยาวขึ้น และสุดท้ายก็จะพูดโต้ตอบเป็นประโยคได้ แต่อาจจะยังไม่ชัดเพราะตามวัยของเขากล้ามเนื้อในการออกเสียงยังพัฒนาไม่เต็มที่

เมื่อเด็กๆสะสมคำศัพท์ จากสิ่งรอบๆตัวได้(ตัวเลขประมาณ)

- 250 คำเด็กๆจะเริ่มสื่อสารจากพูดเป็นคำๆ หรือวลีสั้นๆได้
- 3,000 คำ จะสามารถสื่อสารขั้นพื้นฐานในชีวิตประจำวันได้
- 8,000 คำจะสามารถสื่อสารในเรื่องราวต่างๆได้ลึกขึ้นเทียบเท่าเด็ก 8 ขวบ (ก็คือพูดเก่งมาแล้ว)

อ้าวแล้วทีนี้ภาษาอังกฤษละ จะยากตรงไหน………ทุกคนก็จะตอบเกือบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ก็ยากตรงพูดภาษาอังกฤษไม่ได้นี่แหละ !!!”


เรื่องเสียงก็สำคัญนะ สำคัญยังไงละ ?


สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งก็คือเรื่องการออกเสียงค่ะ ทำไมคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษได้แต่ฝรั่งฟังยาก ฝรั่งไม่ค่อยเข้าใจเรา เพราะเรื่องการออกเสียงนี่แหละค่ะ เพราะการออกเสียงของภาษาอังกฤษแทบจะนำมาเทียบไม่ได้เลยกับการออกเสียงของภาษาไทยค่ะ เช่น F = ฟ , R = ร, V = ว มันไม่จริงค่ะ มันออกเสียงกันคนละเรื่องเลย แถมเสียงท้ายเราก็ดันตัดมันออกดื้อๆ ทั้งๆที่ฝรั่งเขาออกกันชัดมาก เช่น คำว่า smile ที่แปลว่ายิ้ม ที่เราคุ้นเคยกันดี เราอ่านว่า สไมล์ เราไปตัดเสียง L ทิ้งเฉยๆเลย ทั้งๆที่ฝรั่งเขาออกกันชัดมาก ไม่ว่าสำเนียงอังกฤษ หรือ อเมริกัน หรือ คำว่า oil ที่แปลว่า น้ำมัน เราก็คุ้นเคยกันดีอีก เราอ่านว่า ออยล์ เราไปตัดเสียง L ทิ้งซะงั้น

ยกตัวอย่างอีกซักเสียงใกล้ๆตัวเรา อย่างคำว่า fat ที่แปลว่าอ้วน เราอ่านว่า แฟต ซึ่ง ฝรั่งเขาจะมีเสียงท้ายเป็น t ชัดเจนมาก พอเราไม่ออกเสียงท้ายฝรั่งเขาก็งงค่ะ เพราะเสียงมันสำคัญมาก ฝรั่งเขาไม่มีวรรณยุกต์แบบเรา การออกเสียงให้ถูกหรือใกล้เคียงจึงมีความสำคัญมาก เหมือนกับภาษาไทยของเรา เวลาเราออกเสียงเพี้ยนความหมายก็เปลี่ยน เช่น วา กับ ว่า ,มา กับ ม้า ,นำ กับ น้ำ

แต่คุณแม่อาจจะสงสัยว่ามันก็น่าจะพอเดาได้อยู่นะ จริงค่ะพอเดาได้ถ้า…เพี้ยนแค่คำเดียว แต่ลองคิดดูว่าถ้าเพี้ยนทั้งประโยคละ แถมเวลาจะพูดทียังต้องแปลจากไทยเป็นอังกฤษในหัวซึ่งอาจจะผิดอีก แล้วพูดออกมาแบบหุ่นยนต์เสียงแบนๆเพราะเรามัวคิดไม่ได้พูดจากความรู้สึกอีก ฝรั่งเลยฟังไม่เข้าใจค่ะ

แต่ถ้าเราฝึกพูดแบบธรรมชาติจากความรู้สึกแล้ว มันจะเป็นเรื่องง่ายที่จะฟังค่ะเพราะเราจะพูดจากความรู้สึกเสียงไม่แบน ไม่ชะงัก และ การใช้ภาษาไม่แปลกด้วย เพราะเราเลียนแบบมาจากเจ้าของภาษาเลย (จะแปลกได้ไงจริงไหม) ส่วนเรื่องการออกเสียงให้เคลียร์ฝรั่งฟังง่าย ในคอร์สครูกุ้งจะมีการสอนในส่วนที่จำเป็นไว้หมดแล้ว ซึ่งจริงๆมันไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ เพียงแต่เราไม่เคยรู้ ไม่เคยถูกสอนมาเท่านั้นเอง อย่างสามคำที่ยกตัวอย่าง smile, oil ,fat เราแค่รู้หลักนิดเดียว เราก็ออกเสียงถูกละ

เอาจริงๆฝรั่งยังเข้าใจผิดและเคยบอกครูกุ้งว่าคนไทยคงเลียนเสียงท้ายเขายากเลยออกเสียงไม่ค่อยเหมือน แต่จริงๆแล้วอยากจะบอกว่าไม่ได้ยากเลยค่ะ แค่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้แค่นั้นเอง รู้ปุ๊บทำได้ปั๊บเลย แต่ก็จะมีบางคำที่ยากหน่อยแต่เราก็ฝึกได้ค่ะ แถมถ้าเราพูดถูกซะ 95% ไอ้คำที่เราออกเสียงผิดนิดเดียว เขาก็ยังเข้าใจง่ายอยู่จริงไหมคะแต่ไม่ต้องกังวลนะคะ ในคอร์สครูกุ้งจะมีการสอนในส่วนที่จำเป็นไว้หมดแล้วค่ะ

เย้ แบบนี้ก็ฝึกง่ายแล้วซินะ…. ต้องขอโทษด้วยค่ะ ยังไม่หมดค่ะ สิ่งที่ยากที่สุดและทำให้คุณแม่มากกว่า 90% ต้องท้อ และยอมแพ้ ก็คือ ความยากลำบากในส่วนการหัดพูดของตัวคุณแม่เองนี้แหละค่ะ

เพราะอะไร เพราะส่วนมากศึกษามาแล้วรู้วิธีการแล้ว แต่พอเอาเข้าจริงตอนลงมือทำก็จะรู้ว่าไม่ง่ายเลยถ้าไม่มีตัวช่วย เช่น รู้ว่าต้องเตรียมตัวสอนในแต่ละกิจกรรม ,ในแต่ละห้องก็จริง แต่ไหนจะต้องหาศัพท์ ไหนจะต้องหาประโยค ไหนจะต้องมาตรวจทานความถูกต้องของประโยค (ครูกุ้งเตรียมไว้ให้หมดแล้ว และเช็คความถูกต้องไว้ให้แล้ว สำหรับคุณแม่ในคอร์สของครูกุ้ง)

แล้วไหนจะต้องไปหัดออกเสียงให้ถูก ซึ่งเป็นเรื่องลี้ลับมากสำหรับคนไทย แต่จริงๆในยุคนี้ก็พอจะเห็นกันมากขึ้นแล้ว แต่เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และถูกต้อง (ครูกุ้งเตรียมไว้ให้หมดแล้ว สำหรับคุณแม่ในคอร์สของครูกุ้ง)

แต่ในส่วนสุดท้ายที่เราจะพูดถึงคุณแม่จะต้องทำเองแล้วหละ แต่เดี๋ยวก่อนครูกุ้งก็ยังไม่ได้ทิ้งให้ไปหัดเองนะแล้วปล่อยให้คุณแม่ไปลำบากฝึกแบบทั่วๆไปคนเดียวนะ เพราะครูกุ้งรู้ว่าส่วนนี้ทำให้คนท้อจนเลิกกันไปเยอะจริงๆ ครูกุ้งเลยสร้างเครื่องมืออันทรงพลัง ที่จะช่วยให้คุณแม่ผ่านพ้นไปได้(ทรงพลังจริงๆนะ เพราะมันช่วยเราฝึกได้มากมาย)


จากคุณแม่ที่ไม่เก่งภาษา ออกเสียงไม่ถูก จะเป็นคุณแม่ที่สอนลูกได้อย่างไร


แต่ก่อนที่จะรู้จักเครื่องมือ เราต้องรู้จักขั้นตอนปกติกันก่อน ไม่งั้นจะไม่เห็นถึงประโยชน์ของเครื่องมือ และใช้มันไม่เต็มประสิทธิภาพ

ขอทบทวนแบบสั้นๆว่าถึงแม้ว่าคุณแม่จะไม่เก่งภาษาระดับเทพ แต่คุณแม่ก็ยังคงต้องพูดภาษาอังกฤษในพื้นที่ที่เราจะฝึกลูกให้ได้ ให้คล่องก่อนลูกเสมอ เช่น อยากเริ่มฝึกลูกจากห้องนอน เพราะฉะนั้นคำศัพท์และประโยคในการตอบโต้ต่างๆของทั้งคุณแม่ และคุณลูกนั้น คุณแม่จะต้องเตรียมมาจนคล่องก่อน คราวนี้มาดูกันว่าปัญหาที่ว่ายากมันเกิดจากตรงไหน นั้นก็คือ

1. คุณแม่จำไม่ได้นั้นเอง อย่างคำศัพท์ยังพอว่า ยังพอจำได้ แต่ประโยคนี้ซิลืมทุกที ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องเสียงเลยนะ แล้วต้องทำยังไงละ ก็ต้องไปเปิดหนังสือดู ไปเปิดสมุดที่จนไว้ดู (ถ้าจนนะ) กว่าจะเจอ

2. เอ้าแล้วถ้ากลัวเสียงผิดเพี้ยนทำยังไงละ ก็ไปหาเสียงฟังเร็วสุดก็น่าจะเป็น google translate เพราะได้ทั้งเสียงคำศัพท์และประโยค แถมคำแปลด้วย แต่!!! ลองคิดดูนะคะ ถ้าจำไม่ได้ทีก็ต้องไปพิมพ์ทั้งประโยคเพื่อจะฟังที แค่คิดก็เหนื่อยแล้วค่ะ

3. เมื่อมันลำบากได้ฝึกน้อย พอจะเอามาพูดกับลูกก็พูดติดๆขัดๆไม่แน่ใจ มันก็ส่งผลถึงลูกๆงง คุณแม่ก็อึดอัด คุณลูกก็อึดอัด ก็เครียด ก็ทำให้ท้อและเลิกกันไปก่อน

แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหนละ ก็อยู่ที่คุณแม่ไงคะ คุณแม่ไม่คล่องไง แล้วทำยังไงให้คล่องละ ก็ต้องหัดบ่อยๆค่ะ มันหัดได้จริงๆนะ คือ พอเราอยากพูดอะไรปากมันจะพูดเองแบบไม่ต้องคิด ไม่ต้องฝืนเลย ไม่ต้องนึกถึงแกรมม่า ช่อง 1 ,2 ,3 หรืออดีต, อนาคต, ปัจจุบัน อะไรทั้งนั้น ถ้าเราใช้มันมากพอ เรื่องเสียงก็เหมือนกัน เราจะได้เรื่องการออกเสียงไปพร้อมๆกันด้วยถ้าเราใช้มันมากพอ

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น อยากจะบอกว่า ปากและลิ้น ก็เป็นกล้ามเนื้อหนึ่งที่เราบังคับมันได้ แต่ถ้าเราบังคับมันพูดโดยที่มันไม่เคยทำ ไม่คุ้นเคยมันก็จะเป็นเรื่องยาก แต่มันฝึกกันได้ เช่นถ้าเทียบกับ การพิมพ์ดีด ถ้าคนที่เคยเห็นคนพิมพ์เก่งๆ หรือ ยิ่งถ้าพิมพ์ได้เองจะรู้ว่า เวลาพิมพ์เราไม่ได้ก้มลงดูแป้นพิมพ์เลย แต่นิ้วมันไปเองตามที่เราต้องการ หรือ ยิ่งกว่านั้น นักเปียโนต้องใช้นิ้วทั้งสองข้างพร้อมกัน แถมใช้น้ำหนัก หนักเบา ไม่เท่ากันในแต่ละข้างในเวลาเดียวกันอีก และต้องใช้เท้าเหยียบเข้าช่วยอีก และอีกหลายๆอย่าง เช่น กีต้า กลอง พวกนี้ใช้การฝึกประสาทสัมผัสของกล้ามเนื้อทั้งนั้น แต่เขาต้องฝึกบ่อยๆจนกล้ามเนื้อจำได้

ปากก็เหมือนกันค่ะ ถ้าเราดูหนังฝรั่งแล้วปิดเสียงไว้แล้วให้สังเกตที่ปากเขา แล้วจะรู้เลยว่าทำไมเราพูดเสียงไม่เหมือนเขา เพราะปากไปคนละอย่างกับภาษาไทยที่เราเอามาเทียบกันเลย คราวนี้พอเราฝึกพูดบ่อยๆ ประโยคมันก็จะไหลออกมาเองเลย พร้อมกับเสียงที่ถูกต้องนั้นเอง แต่ปัญหาของเราก็คือ วันๆ เราแทบไม่ได้พูด ไม่ได้หัดกล้ามเนื้อปากเลย หรือหัดแบบท่องจำเลย หัดพูดแบบแทนเสียงไทย ทำให้เราพูดจากความรู้สึกไม่ได้ และเสียงเพี้ยนไปมาก เอาละในเมื่อเราเห็นภาพรวมของปัญหาแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะไปรู้จักเครื่องมือนี้กันค่ะ ว่าเครื่องมือนี้จะมาช่วยแก้ปัญหาทั้งหมดนี้ได้ยังไง

เครื่องมือตัวนี้คือ web app. ที่กุ้งออกแบบมาเองเป็นลิขสิทธิของกุ้ง ออกแบบมาเพื่อตอบสนองให้คุณแม่ที่อยากสอนลูกพูดภาษาอังกฤษให้ได้โดยเฉพาะ ถึงแม้พ่อแม่จะไม่เก่งภาษาก็ตาม สามารถใช้ในคอม ในมือถือ หรือในแท็บเล็ต ที่ไหนก็ได้ที่เราสะดวก เพียงเราใช้เวลาแค่ 5 นาทีในการฝึก ก็จะเทียบเท่ากับที่เราฝึกแบบปกติที่ผ่านมาเป็น 10 เท่าแล้วค่ะ

ลองคิดย้อนกลับไปดูว่าเวลาที่คุณแม่ฝึกภาษาอังกฤษแต่ละประโยคที่ฝึกเนี่ยกว่าจะไปหาประโยค กว่าจะไปเช็คความถูกต้อง(จริงๆควรเช็คกับเจ้าของภาษาด้วยนะ) กว่าจะไปพิมพ์เพื่อฟังเสียง ใช้เวลาไปกี่นาที แต่ถ้าใช้เจ้า web app. ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที ก็ประหยัดเวลาไปหลาย 10 เท่าละ และถ้าพูดถึงในส่วนของการฝึก คุณแม่ลองนึกย้อนกลับไปดูทุกๆครั้งที่อยากจะฝึกพูดภาษาอังกฤษให้ได้ตั้งแต่ในช่วงวัยเรียน วันๆเราได้ฝึกประโยคนั้นๆซักกี่รอบคะ แต่ถ้าใช้เจ้า web app. ตัวนี้แค่วันละ 5-10 นาที เราจะได้พูดประโยคภาษาอังกฤษเหล่านั้นได้หลายเท่า จริงๆครูกุ้งว่าเกิน 10 เท่าไปไกลแล้วคค่ะ ทำให้กล้ามเนื้อปากเราคุ้นเคยกับประโยคและเสียงเร็วมากๆ

นอกจากนี้เจ้า web app. ตัวนี้ยังช่วยให้ฝึกแบบประสาทสัมผัสในการพูดได้อีกด้วย คือคิดแล้วพูดได้เลย ไม่ใช่วิธีท่องจำแบบเดิมๆ ซึ่งเจ้า web app. ตัวนี้จะมีคำศัพท์ หรือประโยคต่างๆ ที่แยกเป็นห้องไว้ให้หมดแล้ว คุณแม่อยากฝึกคำไหน หรือ ประโยคไหนก็เลือกมาฝึกได้เลย ซึ่งมีให้ดูทั้งคำแปล มีตัวอย่างการออกเสียงทั้งประโยคทั้งก่อนการฝึก และระหว่างฝึก มีวิธีการฝึกแบบจินตนาการ มีวิธีการในการฝึกที่หลากหลายค่อยๆไต่ระดับจนในที่สุดเราจะพูดภาษาอังกฤษออกมาได้ทันที ที่เห็นภาพ หรือพูดได้ทันทีที่อยากจะพูดอะไรโดยไม่ต้องแปลในหัว เราอยากพูดอยากสอนอะไรลูก เราก็จะพูดได้ทันที คราวนี้เราก็จะสอนลูกได้อย่าง่าย และสบายขึ้นแล้วค่ะ เพราะเราได้เตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว พอเราเห็นลูกเราเริ่มพูดโต้ตอบกับเรา เราก็จะยิ่งมีแรงผลักดันที่จะไปฝึกในพื้นที่อื่นๆเพิ่มเพื่อเตรียมไว้เพื่อสอนลูกๆเราให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ


ประโยชน์และคุณค่ามหาศาล ที่คุณแม่จะได้รับจากคอร์สนี้


และในที่สุดลูกๆตัวน้อยๆของเราก็จะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้คล่องอย่างเป็นธรรมชาติ และมีอนาคตที่สดใส และผลพลอยได้คือคุณแม่ก็เก่งภาษาขึ้นด้วย

คอร์สนี้ทั้งคอร์สที่ให้ความรู้อย่างละเอียด เป็นขั้นเป็นตอนในการสอนลูกๆ และ มีเครื่องมือสุดพิเศษอย่าง web app. ที่ทำให้คุณแม่ผ่านอุปสรรค์ที่ยากลำบากในขั้นตอนต่างๆ ให้ผ่านไปได้อย่างง่ายดายแล้ว ถ้าแตกเป็นคอร์สการฝึกพ่อแม่ การฝึกลูก การฝึกออกเสียง หรืออื่นๆ แล้วแยกขายจะได้หลักหมื่นได้สบายๆ แต่เราอยากให้คุณแม่ที่มีความตั้งใจในสอนให้ลูกพูดภาษาอังกฤษจริงๆ ให้ลงคอร์สเดียวครบวงจรไปเลย และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เราจึงขอขายคอร์สนี้เพียง 4900 บาทเท่านั้น และ ช่วงนี้จะมีโปรโมชั่นลดราคา 40% เหลือ 2,900 บาท (จำนวนจำกัด)


    สรุปอีกครั้งสิ่งที่คุณแม่จะได้รับจากราคานี้คือ


  • คอร์ส “สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา”
  • ฟรี “คอร์ส Phonics เพื่อการออกเสียง” มูลค่า 2900
  • สมาชิก web app. ตลอดชีพ (มูลค่า web app หลักแสน)
  • เรียนผ่านมือถือ ,คอมพิวเตอร์, แท๊บเล็ต ได้สะดวก
  • อยู่ที่ไหนก็เรียนได้
  • มีครบทุกอย่าง ไม่แตกคอร์สย่อยขาย
  • มีข้อสงสัยสามารถสอบถามทาง Line ได้ตลอด
  • เรียนซ้ำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และไม่จำกัดเวลา เรียนเมื่อไหร่เวลาไหนก็ได้

    Bonus พิเศษ


  • ซื้อ 1 ได้ถึง 3 -> คอร์ส สอนลูกพูดอังกฤษ+คอร์ส Phonics เพื่อการพูด มูลค่า 2900 บ. +สมาชิก web application มูลค่าหลักแสน ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น
  • แจกไฟล์ การ์ดเลข + พร้อมเสียงภาษาอังกฤษ 1-100
  • แจกรายชื่อการ์ตูนเพื่อฝึกภาษาอังกฤษ+ลิงค์ดูการ์ตูนฟรี
  • แจกลิงค์ดูเพลงเพื่อฝึกภาษาอังกฤษเด็ก + เนื้อเพลงฟรี
  • ลิงค์ดู Cailou + บทสนทนาภาษาอังกฤษทั้งเรื่อง + คัดประโยคตัวอย่างที่ใช้บ่อยๆกับลูกๆ ( 5 ตอน)
  • แจกไฟล์ การ์ด a-z ไว้ฝึกภาษาอังกฤษกับลูกๆ
  • แจกไฟล์ การ์ด a-z + รูปภาพ + ลิงค์คลิปวีดีโอประกอบ ไว้ฝึก Phonics ให้ลูก
  • แจกไฟล์ การ์ดเกมส์จับคู่ฝึก Phonics ร้อยกว่าชุด
  • และอื่นๆ ที่จะทยอยทำแจกมาเรื่อยๆ
  • สอบถามปัญหาในการฝึกในคอร์สได้ตลอด

    คำถามที่พบบ่อย (FAQ)


  • Q1 : ลงคอร์สแล้วดูไปได้ตลอดไหม มีวันหมดอายุไหม ?
  • A1 : ไม่มีวันหมดอายุค่ะสามารถดูได้ตลอดชีพ
  • Q2 : พ่อแม่ไม่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษ หรือมีน้อยจะฝึกลูกได้ไหม ?
  • A2 : ฝึกได้ค่ะเพราะเรามีการฝึกให้ตั้งแต่เริ่มต้น คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแล้วทำตามได้เลย
  • Q3 : ไม่เก่งไวยกรณ์ จำไม่ได้ลืมหมดแล้ว และไม่ชอบไวยกรณ์ จะสอนลูกได้ไหม ?
  • A3 : สอนได้ค่ะ เพราะคอร์สเราจะสอนให้ลูกๆพูดจากธรรมชาติไม่ต้องใช้ไวยกรณ์
  • Q4 : กลัวออกเสียงผิด แล้วลูกๆจะจำแบบผิดๆ ?
  • A4 : ในคอร์สของเราจะมีตัวอย่างการออกเสียงจากคุณครู และสอดแทรกเทคนิคการออกเสียงที่ถูกต้องให้ และจะมีเสียงตัวอย่างจากโปรแกรมให้คุณพ่อคุณแม่เลียนแบบเสียงได้ทันที ทุกคำศัพท์ ทุกประโยค ทำให้คุณพ่อคุณแม่เลียนเสียงได้เหมือนเจ้าของภาษา หรือใกล้เคียงมากๆ ใช้งานง่ายเพียงแค่คลิ๊กไม่ต้องพิมพ์
  • Q5 : กลัวว่าใช้ประโยคผิดจากที่ฝรั่งเขาพูดๆกัน ?
  • A5 : ประโยคที่นำมาใช้จะมีการตรวจสอบและเช็คจากอาจารย์เจ้าของภาษาอีกทีค่ะ เพราะฉะนั้นประโยคในคอร์สคือประโยชน์ที่เจ้าของภาษาใช้จริงๆ ฟังแล้วไม่งง
  • Q6 : ไม่มีเวลาสอนลูกทำยังไงดี ?
  • A6 : จริงๆแล้วเราใช้เวลาในชีวิตประจำวันสอนลูกได้ เพราะคอร์สเราเน้นให้สอนแบบธรรมชาติอยู่แล้ว เช่น ตอนอาบน้ำ แต่งตัว กินข้าว นั่งรถไปโรงเรียน นั่งรถกลับบ้าน ก่อนนอน เราเอาเวลาเหล่านี้ที่เราทำเป็นปกติอยู่แล้วสอนเขาได้เลยค่ะ จนสุดท้ายลูกๆจะโต้ตอบกับเราเป็นภาษาอังกฤษในกิจกรรมเหล่านี้ได้อยากเป็นธรรมชาติ
  • Q7 : อยากสอนลูก แต่พ่อแม่ไม่มีเวลาฝึกตัวเอง ?
  • A7 : คุณพ่อคุณแม่ใช้เวลาเพียงนิดเดียวในการฝึกตัวเองก็สอนลูกได้ยาวๆแล้วค่ะ โดยเฉพาะเด็กเล็กคุณพ่อคุณแม่ฝึก 30 นาที ก็สามารถสอนลูกได้เป็นอาทิตย์แล้วค่ะ
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา

สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา

Contact Me


สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา
สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา

สอนลูกพูดอังกฤษ ให้เป็นเด็กสองภาษา